ฝนแรก
เขียนโดย Witty เมื่อ จันทร์, 02/04/2007 - 20:44.
- Artist: เอี้ยว ณ ปานนั้น
- หัวข้อ: ฝนแรก
- Album: ให้รักนำทางเราไป
- Genre: Blues
- Year: 2535-2539
- Length: 3:42 minutes (3.39 MB)
- Format: MP3 Stereo 44kHz 128Kbps (CBR)
เพลง ฝนแรก
ศิลปิน เอี้ยว ณ ปานนั้น
บทกวีจาก จิระนันท์ พิตรปรีชา
ขับร้อง วารุ วรภณ
ฝนแรกเดือนพฤษภา รินสายมาเป็นสีแดง
ฝนเหล็กอันรุนแรง ทะลวงร่างเลือดพร่างพราว
หลั่งนองท้องถนน เป็นสายชลอันขื่นคาว
แหลกร่วงกี่ดวงดาว และแหลกร้าวกี่ดวงใจ
* บาดแผลของแผ่นดิน มิรู้สิ้นเมื่อวันใด
อำนาจทมิฬใคร ทมึนฆ่าประชาชน
เลือดสู้จะสืบสาย ความตายจะปลุกคน
วิญญาณจะทานทน พิทักษ์เทิด ประชาธรรม
ฝนแรกแทรกดินหาย ฝากความหมายความทรงจำ
ฝากดินให้ชุ่มดำ เลี้ยงพืชกล้า ประชาธิปไตย
»
- ล็อกอิน เพื่อแสดงความคิดเห็น
จำได้ว่าวันที่ ๑๗ พค.๓๕ มีการใช้น้ำคลองแสนแสบฉีดไล่ผู้ประท้วง รุ่งเช้าก็จะสอบแต่เราก็ยังกังวลและรักประชาชนเกินกว่าที่จะเห็นแก่ตัวเอง พอมหาลัยงดสอบ เรากับกลุ่มเพื่อน(หนึ่งในนั้นคือวารุ)ก็ไปราชดำเนินกันตั้งแต่ใกล้เที่ยง บ่ายก็มีการยิงปืนขึ้นฟ้าเรียงหน้ากระดานจากผ่านฟ้ามาอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ประชาชนก็หมอบคลานกันเกลื่อนต่างคนต่างหนีหายกระจัดกระจายดีที่ชาวบ้านช่วยให้หลบเข้าบ้านเค้าก่อนเพราะกลัวอันตราย เฝ้ารอดูเหตุการณ์จนเย็นจนมาถึงโรงแรมรัตนโกสินทร์จนพบกับรุ่นพี่ผู้หญิงสองคนผู้ชายสองคนห้าคน สังเกตุการณ์ตั้งแต่พลบคำมีการเผากองสลากผู้ชุมนุมก็ช่วยกันดับ มีการยืดรถเมล์มาจอดแล้วเผาผู้ชุมนุมก็ช่วยกันดับ มีแก๊งมอไซค์มาป่วน มีผู้คนมากมายในโรงแรม เราวิ่งขึ้นลงเพื่อสังเกตุการณ์ภายนอกจำได้ว่าไปหลบกันอยู่ที่ห้องนักข่าวเดอะเนชั่นพี่ ๆ เค้าให้ระวังตัวเพราะเค้าก็ยังมุดประตูคลานออกไปเก็บภาพที่ระเบียง จริงๆ เค้าประกาศให้กลับตั้งแต่เย็นแล้วแต่เราจะรอดูให้เห็นกับตามเพราะภาพและเสียงที่ปรากฏทางสื่อขัดแย้งกันประชาชนก็เลยโทรศัพท์ชวนกันมามากขึ้นมากขึ้น จำได้ว่าม้อบมือถือมีครั้งแรกตอนพฤษภาทมิฬนี่แหละ จากนั้นก็มีรถตู้พยาบาลมาจอดรออยู่หลายคันล้วนแต่เป็นคุณหมอและพยาบาลวัยใสที่มีอุดมการณ์แรงกล้าเสียนี่กระไร จนใกล้รุ่งมีผู้หญิงสองคนเข้ามาในโรงแรมพร้อมถุงพลาสติกใบใหญ่เรี่ยรายเงินบอกจะไปทำอาหารที่วัดโพธิ์มาส่งให้โดยเดิอนไปทั่วโรงแรม อีกสักพักก็มีทหารเรือนายหนึ่งเข้ามาบอกว่ามาดีและเดินไปทั่วโรงแรมอีกแล้วก็ออกไปแต่จากนั้นไม่นานทหารก็เข้ายึดโรงแรม ทุกคนต้องนอนคว่ำหน้าลง ของเราก็ที่ลอบบี้โรงแรมซึ่งเมื่อคืนได้ดัดแปลงเป็นห้องไอซียู I see you จริงๆ เพราะปฐมพยาบาลกันสดๆ ปั๊มหัวใจกันตรงนั้น จากนั้นมีการยึดฟิลม์ของผู้สื่อข่าว แยกหญิงชายโดยนายตำรวจท่านหนึ่งเข้ามาดูแลการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอย่างสมควร จากนั้นก็ให้ถอดเสื้อและเอามือไพล่หลังให้คนข้างหลังมัด ขนมาไว้ด้านนอกโรงแรมโดยนั่งหันหน้าเข้าผนังเป็นตับตับ รอจนรถอีเอ็มซีมาขนไปเป็นคัน ๆ ผมได้เห็นเศษซากต่างต่างอย่างชัดเจนก็ราว ๗ - ๘ โมง เมื่อรถเคลื่อนตัวออกก้มลงมาดูที่พื้นรถ มีปลอกกระสุนเกลื่อน หันมองออกไปข้างทางยังมีพี่น้องประชาชนยืนปรบมือให้และโบกมือ บางคนก็ตะโกนด่า "เอี้ยอุออกไป" บางคนก็ร้องไห้ เราก็น้ำตาซึม เพราะยังไม่รู้ชะตากรรมว่ารถคันนี้จะมาเราไปที่ไหน และบอกเค้าด้วยสายตาว่าเราทำดีที่สุดแล้วในฐานะลูกหลานและปัญญาชน ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อสังคม เพราะค่าเล่าเรียนที่ถูก อาคารเรียนก็ล้วนมากจากเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ผมรู้สึกว่าเวลาที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในรถยาวนานมากแต่สายตาก็ยังคงมองออกไปข้างทางจนออกไปนอกเมืองสุดท้ายก็นำเราไปขังที่โรงยิมของกองปราบปรามจราจล มีการดูแลเป็นอย่างดีมีอาหารให้ครบทุกมื้อ แต่ก็ไม่ถึงกับโรงแรมระดับห้าดาว วันนี้เป็นวันที่ ๑๙ พ.ค. ๓๕ อยู่ที่นี่ ๒ คืน เพราะอยู่นานกว่านี้คงจะไม่ได้เพราะห้องนำเริ่มส่งกลิ่น จะไม่ให้เน่าได้ยังงัยอัดกันเข้าไปยังกับเชียร์เอเชี่ยนเกมส์ บนพื้นสนามก็เต็ม จำได้ว่าอาจารย์นรนิต มาเยี่ยมและบอกให้ไปหายชื่ออาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษาว่ามีกี่คนอาจารย์จะมาประกันตัว และจะได้เตรียมสบู่ ยาสีฟันและอื่นๆ ตามที่จำเป็นมาให้ก่อน จากนั้นตำรวจก็มีการทำประวัติเก็บไว้จนเช้าวันที่ ๒๑ พค. ๓๕ ก็ปล่อยตัวเป็นอิสระ ทราบว่าระหว่างถูกจับตัวพี่ๆ เพื่อนๆ ก็ช่วยกันออกตามหา และดูรายชื่อตลอด จนได้พบกัน(รวมทั้งอาจารย์นรนิตด้วย)ท่านถามถึงเหตุการณ์ก็เล่าให้ฟังเท่าที่เห็นมา
หลังจากนั้น วันนึงก็วารุชวนไปเป็นเพื่อนที่ห้องอัดเสียงแถววงศ์สว่างได้พบคุณgอี้ยว คุณแก้วลายทองที่นั่น การอัดเสียงครั้งนี้ราบรื่นดี นับตั้งแต่เริ่ม introก็ทำผมขนลุกและยืนน้ำตาซึมอยู่หลังคุณแก้วซึ่งคุมเครื่องคอนโทรลอยู่ ไม่ใช่เครื่องปรับอากาศ แต่เป็นเพราะเครื่องปรับอารมณ์มากกว่าเพราะเหตุการณ์เพิงผ่านมาไม่นาน
เมื่อไหร่เราจะมีธรรมาภิบาล ตรงไปตรงมาไม่มีลูบหน้าปะจมูก ไม่มีปากว่าตาขยิบ มีแต่สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ทุกคนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง มีแต่คนหน้าบาง ไม่มีการเมืองเป็นมรดกตกทอดประจำตระกูล ประชาชนเป็นอิสรทางความคิดและไม่อ่อนด้อยวิจารณญาณ มีการปลูกฝังเยาวชน จะไปโทษสื่อโทษหลักสูตรก็ไม่ได้เพราะคนที่ทำบ้านเมืองแย่ก็เป็นพวก"หลักสูตรเก่า" (เมื่อไหร่ประชาชนหลงเชื่อคำโฆษณาสินค้าในโทรทัศน์ ก็ต้องกลับมาบูรณาการการใช้ปัญญากันใหม่) มีกลุ่มคนที่เสียสละและน่าไว้วางใจอย่างแท้จริงมาร่วมกันทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง เสียที่ ฝนแรก นี้ไม่รู้ว่าจะสร้างความชุ่มชื้นให้ดินได้สักเท่าไหร่ หากคนไทยยังขี้ลืม ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ต้นกล้าก็คงจะเติบโตอย่างแคระแกรน
ครั้งเเรกของเพลงนี้หลังพฤษภาทมิฬ ไม่เเน่ใจว่าม้วนนี้ได้จากธรรมศาสตร์หรือหน้ารามหรือจตุจักร จะยังไงก็เเล้วเเต่เนื้อหาบทกวีของเพลงนี้ ไพเราะจนขนลุกอย่างไม่น่าเชื่อ ผมชอบเพลงนี้ครับ ลึกซึ้งตรงจุดดีมาก
เมื่อใหร่ครับที่คนมีอำนาจจะหันมาทบทวนตนเอง
เสียสละเถิดครับ คุณ สมัคร สุนทรเวช
ลาออก ลาออก ลาออก ลาออก ลาออก
เพราะคุณไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำประเทศนี้เลยครับ
มาฟังเพลงวันฟ้าหม่นอีกครั้ง..
ฟังวนอยู่หลายรอบ...
**เลือดสู้จะสืบสาย ความตายจะปลุกคน...
น้ำตาใหลครับ...
ผมได้มีโอกาสฟังเพลงนี้สดๆครั้งหนึ่งที่ธรรมศาสตร์
โดยนักร้องหญิงคนหนึ่งเป็นผู้ขับร้อง
ผมเห็นภาพห่ากระสุนปืนแบบสโลว์โมชั่นตกลงมาจากฟ้ามืดดำ
ตกลงมายังฝูงชนมือเปล่าที่วิ่งหนีกันสุดชีวิตไปคนละทิศละทาง
เธอร้องเกือบไม่จบเพลง
เพราะเธอพยายามจะไม่ร้องให้ทั้งๆที่เสียงของเธอแหบพร่า
ในที่สุดเธอก็ร้องจนจบ
เธอสัญญาต่อผู้ชมว่าต่อไปจะไม่อ่อนแออีกแล้ว
ตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งที่ผมได้ฟังเพลงนี้
มันช่วยกระตุ้นให้ผมกลับมาจากการถูกกลืนจากสังคมทุนอีกครั้ง อย่างได้ผล